Writing

ถึง ณ เวลาที่ผมกำลังนั่งเขียนเรื่องนี้อยู่ ผมจะสำเร็จการศึกษาจากการมานั่งฟังอาจารย์บ่นอยู่ถึง 3 ปี แล้ว  หัวใจดวงนี้มันก็อดยิ้มไม่ใด้เมื่อนึกถึงวันแรกที่เราใด้มาอยู่  เอ๊ย!! ไม่ใช่สิ  ต้อง วันแรกที่ใด้ทราบข่าวร้ายที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าโดนแฟนสาวที่คบกันมากว่า 5 ปี ทิ้ง(อันนี้เรื่องจริง) ว่าตัวเราเองต้องใด้มาอยู่ที่ ๆ หนึ่ง ซึ่งหากเอาหลักตรรกะทางวิทยาศาสตร์และหลักจิตวิทยาในหัวใจมาประเมินผลต่อหัวใจของควายน้อยตัวนี้แล้ว ใด้ผลที่แน่ชัดเลยว่า " กู ไม่ ไป !!!!"
แต่แล้วเหตุผลแค่ไม่กี่อย่างที่ผมต้องยอม ก็คือ " กลัวแม่เหงา " ผมจึงต้องมา ผมคิดว่าปีนั้นกระทรวงวัฒนธรรมน่าจะมอบรางวัลลูกกตัญญูให้ผมบ้างนะ อย่างน้อยรางวัลชมเชยก็ยังดี
 
แล้ววันที่สำคัญก็มาถึง . . .
 
 
 
 
 
 ฉากหลังคือชุมทางสถานีรถไฟหาดใหญ่
 
 . . ญาติพี่น้อง ยาย ตา ป้า ลุง น้า ย่า ปู่   ที่เคยดื้อใส่ท่านตอนที่ยังเด็ก
 . . แฟน . . ? ช่างมัน !!! 
 . . เพื่อน . . ใอ้ซาล ใอ้หรน ใอ้บีดีน  ใอ้โจ๊ก และอีกหลาย ๆ ใอ้ !!ไล่ชื่อกันไม่หมด  เยอะเกิน ที่มากอดคอเพื่อนกันอีกครั้ง
 
    
 . . และคนสำคัญ . . .
     " พ่อ"  ผู้ซึ่งไม่ค่อยใด้เจอกันมากนักในชีวิต แต่พ่อก็จะมาอยู่เคียงข้างเสมือนซูเปอร์ฮีโร่ในวันที่ผมต้องการ
 
ตอนนั้นสายตาผมพยายามจดจ้องไปที่นาฬิกาบนข้อมือของพ่อ ภาวนาให้มันเดินช้าที่สุดเท่าที่จะ กะดึ๊บ กะดึ๊บ ไปใด้ วันนี้เป็นวันเดียวตั้งแต่เกิดมาที่ผมเห็นแววตาของพ่อ และทุก ๆ คน แฝงยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า ซึ่งคงไม่ต่างไปจากผมหรอก ใอ้ซาล  ใอ้หรน พยายามชวนเพื่อนไปหาของกินมาให้ หาของมาฝาก ญาติ ๆทุกคนจับมือกับหลานคนนี้ของท่าน ผมเหลือบมองไปที่พ่อผม . . . . . . . พ่อยืนมองนาฬิกาโดยไม่ละสายตาอยู่ตลอดเวลา
 
16.00 น
 
แปร๊น ! ! ! เสียงรถไฟกำลังเทียบชานชาลา
พร้อมเสียงระฆัง " แต๊ง แต๊ง "
"ที่นี่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ท่่านที่จะกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ กรุณาตรวจดูสิ่งของสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย การรถไฟแห่งประเทศไทยขอขอบคุณที่ใช้บริการ  สวัสดีค่ะ . . ."
 
 ทุกคนหันมายิ้มให้ผม     ทุกคนกอดผม   ทุกคนอวยพรผม    ทุกคนอำลาผม บางคนน้ำตาไหล  ผมเก็บเอาทุกภาพที่ใด้เห็น ทุกถ้อยคำที่ใด้รับใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ ผมกำลังจะไปแล้ว . . . . . . ผมกำลังก้าวเท้าขึ้นรถไฟชั้น 3 " พ่อผมอยู่ไหน ? ทำไมผมไม่เห็นพ่อ " รถไฟกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ  มันเคลื่อนตัวถี่ขึ้น ทุกคนโบกมือให้ผม วิ่งมาจับมืิอผม
 
ทันใดนั้น !! ผู้ชายวัยกลางคนตัวอ้วน ๆ ผิวคล้ำ วิ่งตามรถไฟที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาอย่างช้า ๆ ในกำมือของเขา ถือข้าวเหนียวไก่ทอด พร้อมมะม่วงเขียวเสวย ของโปรดลูกชายเขา " พ่อ !!!!!!!!!! "
ผมตะโกนสุดเสียง ผมเกาะตัวเองอยู่กับหน้าต่างรถไฟ พ่อยื่นข้าวเหนียวไก่ทอดกับมะม่วงในขณะที่เท้าของพ่อก็กำลังเร่งฝีเท้าตามจังหวะของรถไฟที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
" พ่อกลัวแกจะหิว เลยรีบไปหาซื้อมาให้ อยู่ที่โน่นไม่รู้ว่ามันจะอร่อยเหมือนที่นี่ป่าว  เดินทางปลอดภัยนะ  แม่รออยู่  ตั้งใจเรียนนะ " พ่อพูดพร้อมเสียงที่หอบแฮก  
 
มือพ่อละจากมือผมแล้ว  
 
รถไฟเคลื่อนตัวคงที่   ผมยังชะโงกอยู่ที่บานหน้าต่างรถไฟ  
มันไกลขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมก็เห็นว่าพ่อร้องให้  
มันไกลขึ้นเรื่อย ๆ   ทุกคนตัวเล็กลง
ผมมองไม่เห็นทุกคนแล้ว . . . แต่ก็ยังเห็นผู้ชายอ้วน ดำ ยืนอยู่สุดขอบปูนชานชาลา . . . 
 
ผมกอดข้าวเหนียวไก่ทอดกับมะม่วงใว้แนบอก
 
ผมทิ้งตัวลงบนเบาะไม้
 
 
 
 
 
ผมเดินเข้าห้องน้ำของรถไฟ . . . พร้อมแง้มรูเล็ก ๆ ที่แสงสว่างพอลอดถึง
 
 
 
. . . . .น้ำตาผมไหล    เสียงผมดังสะอื้นอยู่ในลำคอ
 
 
 
 มันดังขึ้นเรื่อย ๆ จนผมไม่ใด้ยินเสียงตัวเอง ผมร้องให้อย่างสุดชีวิต.....
 
 
 
 
ผมคิดถึงทุก ๆ คน  คิดถึงภูเขา  น้ำตก   ทะเล  คิดถึงแผ่นดินปักษ์ใต้ที่ผมจากมา
 ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าที่ ๆ ผมจะไปหาแม่ มันจะเป็นยังไง
 แต่เขาแค่บอกผมว่า . . . . " ขอนแก่น " 
  
 ทุกอย่างเงียบ  ดูเลือนลางลงเรื่อย ๆ  แต่สิ่งที่กำลังยิ่งใหญ่ขึ้น และเต็มเปี่ยมอยู่นั้น
 
คือความฝัน . . . . คือความหวัง . . . . และประสบการณ์ใหม่ ๆ
 
ที่จะสอนชีวิตเค้าในวันข้างหน้า
 
 
 [ คอยติดตาม . . . ตอนต่อไป . . ( เมื่อเจ้าของบล็อกเกิดเหงาขึ้นมาอีก ! ! !  )]